ประยุกต์ใช้ โพสล่าสุด โพสสำคัญ เครื่องมือ สมาชิก สถิติฟอรั่ม ระบบธนาคาร
หัวข้อ : หลวงปู่ครูบาอินกับการสร้างตะกรุด
krit99 ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ช่วยผู้ดูแล
UID: 2
สำคัญ: 1
โพส: 176
เงิน: 176 บาท
ความดี: 94 แต้ม
เครดิต: 3 แต้ม
จิตพิสัย: 0 แต้ม
บริจาค: 0 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 49 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2006-12-15
ใช้งานล่าสุด: 2010-06-18

หลวงปู่ครูบาอินกับการสร้างตะกรุด

ผมว่าพระทางเหนือ มีครูบาอาจารย์หลายองค์ ที่ดังมากับตะกรุด
หนึ่งในนั้นก็มีหลวงปู่ครูบาอิน...
เพราะเมื่อก่อน การจะสร้างเหรียญสักรุ่นหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
สำหรับพระที่อยู่ไกลจากเมืองหลวงอย่างหลวงปู่
วัตถุมงคลหลักของท่านจึงเป็นตะกรุด ซึ่งทางเหนือจะเรียกว่า "ยันต์"
ซึ่งก็มีหลายต่อหลายอย่าง
เช่น ยันต์โตน (ตะกรุดโทน) ยันต์จุ๋มป๋าสี่ต้น (จำปาสี่ต้น) ยันต์นะจังงัง,
ยันต์ 108, ยันต์ก๋าสะต้อน, ....ฯลฯ

เคยมีทหารที่ประจำอยู่แถวๆ ดอยอินทนนท์ เคยเอาตะกรุดของท่านไปลองยิง
ปรากฎว่ายิงไม่ออก...
ตอนหลังก็มากราบหลวงปู่... แต่...
โดนหลวงปู่ดุ ว่าถ้าไม่เชื่อถือก็ไม่ต้องเอาไป
เอาของท่านไปลอง ท่านไม่ชอบ


"ท่านรู้ และได้ดุทหารคนนั้น ...ทั้งๆ ที่ไม่มีใครเล่าให้ท่านฟัง"

ก็เป็นเรื่องแปลกเรื่องหนึ่ง
(((ผมเคยเขียนเรื่องวัตถุมงคลยุคแรกๆ ของหลวงปู่ไว้
ซึ่งมีพูดถึงเรื่องตะกรุดของท่านด้วย ถ้าสนใจลองอ่านได้ที่เวปไซต์หลวงปู่นะครับ)))


เรื่องตะกรุด... ผ้ายันต์
สำนักวัดทุ่งปุย... ไม่เป็นสองรองใคร...
ที่พูดเช่นนี้ เพราะเรื่องการทำตะกรุด มีการสืบสานวิชามานานมาก
ตั้งแต่สมัยครูบามหายศ ต่อมาที่ครูบาอิน และครูบาปัญญา

ตะกรุดก๋าสะท้อนของครูบาอิน เป็นตะกรุดกาสะท้อนที่ปลุกเสกสำเร็จแล้ว
ใครก็สามารถเอาไปใช้ได้... พูดง่ายๆ ว่า เปลี่ยนมือได้



(((มีต่อ)))



ยันต์ต่างๆ ที่หลวงปู่ครูบาอินจดบันทึกไว้
[ แก้ไขล่าสุดโดย krit99 เมื่อ 13-01-2010 21:10 ]
admin ออนไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
UID: 1
สำคัญ: 1
โพส: 139
เงิน: 139 บาท
ความดี: 70 แต้ม
เครดิต: 4 แต้ม
จิตพิสัย: 0 แต้ม
บริจาค: 0 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 105 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2009-12-17
ใช้งานล่าสุด: 2010-09-08
สวัสดีครับคุณแม็ก

ถ้าถามว่าตะกรุดที่มาพร้อมกับเหรียญหลวงพ่อโสธร  ใครเป็นคนจาร?
 

ผมตอบไม่ถูกเหมือนกันครับ เพราะ ยังไม่เห็นรูปเลย...

คือมันอย่างนี้ครับ...

อย่างที่ได้เรียนให้ทราบว่า ตะกรุดของหลวงปู่ ยุคต้น ท่านจารของท่านเอง
สังเกตุก็จะเป็นด้ายแบบโบราณ ส่วนใหญ่ไม่หุ้มพลาสติกอะไรเลย
เป็นตะกรุดเปลือยๆ แบบโบราณๆ ... แต่ท่านก็เลิกทำไปนานมากแล้ว


ตะกรุดยุคหลัง ก็มีผู้จารมาให้ท่านปลุกเสกกันหลายรูป หลายคน
ซึ่งได้แก่...........


พ่อหนานจันทร์ ไจยสิทธิ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของหลวงปู่
พระอาจารย์พิณ พระอุปัฏฐากของหลวงปู่
พระอาจารย์สมหวัง กัลยาโน (ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดศิลามงคล)
พี่หนานเรือง (อดีตเคยเป็นพระเรือง พระลูกวัดฟ้าหลั่ง)


ตอนที่หลวงปู่ย้ายกลับมาอยู่วัดทุ่งปุยแล้ว ผู้ที่จารตะกรุดให้ท่านก็จะมี
พระอาจารย์พรชัย (พระครูป๋า) เจ้าอาวาสวัดทุ่งปุย
พระอาจารย์อินทร เจ้าอาวาสวัดใหม่หนองหอย


ทีนี้พอทำตะกรุด ร้อยเชือกอะไรเสร็จ
ก็มักจะเอาเหรียญของหลวงปู่ที่มีตกค้างอยู่ที่วัด เก่าบ้างใหม่บ้างมาร้อย
เหตุผลหนึ่งก็เพื่อให้จดจำได้ว่าเป็นตะกรุดของหลวงปู่ครูบาอิน
อีกเหตุผลหนึ่งก็คงเป็นการเพิ่มคุณค่า แขวนตะกรุดแล้วได้พุทธคุณจากเหรียญด้วย
และสุดท้ายก็เป็นการเพิ่มมูลค่า ให้กับตะกรุดไปในตัว


คถามต่อไปก็คือ... แล้วเหรียญไหน แขวนตะกรุดไหน?
คำตอบก็คือ ไม่มีรูปแบบตายตัวครับ คว้าอะไรได้ก็เอามาแขวนให้เป็นชุด


ดังนั้น ย้อนกลับมาที่คำถาม ของคุณแม็ก... ผมตอบไม่ได้จริงๆ ครับ
แต่ก็น่าจะสอดคล้องกับที่ผมเล่าไป เพราะเหรียญหลวงพ่อโสธร สร้างปี 33
ตะกรุดทำออกมาเรื่อยๆ ตามความต้องการ แต่มาเยอะ ประมาณปี 3 ปลายๆ
ตอนนั้นก็น่าจะมีเหรียญรุ่นหลวงพ่อโสธร ตกค้างอยู่ที่วัด ให้เอามาแขวนตะกรุดได้


ถ้าจะให้ดี ลองถ่ายรูปมาดูก่อน....
เพื่อที่.... ผมจะดูว่าเป็นตะกรุดอะไร (ถ้าพอจะดูออกนะครับ

maxkyman ออฟไลน์
แม็กกี้
ระดับ: เด็กอนุบาล
UID: 12
สำคัญ: 0
โพส: 2
เงิน: 2 บาท
ความดี: 0 แต้ม
เครดิต: 0 แต้ม
จิตพิสัย: 0 แต้ม
บริจาค: 0 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 0 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-01-15
ใช้งานล่าสุด: 2010-06-22
พี่ครับแล้วตะกรุดที่มาพร้อมกับ เหรียญรุ่นโสธรล่ะครับพี่ ใครเป็นจารครับพี่
anoldman ออฟไลน์
ระดับ: เด็กประถม
UID: 13
สำคัญ: 0
โพส: 18
เงิน: 18 บาท
ความดี: 0 แต้ม
เครดิต: 0 แต้ม
จิตพิสัย: 0 แต้ม
บริจาค: 0 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 2 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2010-01-16
ใช้งานล่าสุด: 2010-06-09
สาธุๆ

ตามมาอ่านข้อมูลครับ 


สำหรับตะกรุด กับสร้อยประคำหลวงปู่มีช่วงหนึ่งผมเกือบจะได้ไว้ในครอบครอง ในราคาเบาๆ มือ น่าจะราคาวัดยุดแรกๆ แต่ความที่ไม่รู้จักหลวงปู่(มัวลังเลสงสัย) เลยแห้วรับประธาน 

 เร็วๆนี้ก็เจอในบอร์ดพลังจิต ของกระทู้คุณเดลต้า2 ชุดของวัดใหม่หนองหอย ก็ไม่ทันเขาอีก




krit99 ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ช่วยผู้ดูแล
UID: 2
สำคัญ: 1
โพส: 176
เงิน: 176 บาท
ความดี: 94 แต้ม
เครดิต: 3 แต้ม
จิตพิสัย: 0 แต้ม
บริจาค: 0 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 49 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2006-12-15
ใช้งานล่าสุด: 2010-06-18


นี่คือสร้อยประคำดินดำ... พร้อมเหรียญรุ่นอายุ 95 ปี ปี 38

ดูกันใกล้ๆ อีกที



และที่วัดใหม่หนองหอย ก็มีรุ่นนี้




ประคำชุดนี้เป็นประคำไม้นะครับ แต่ขอวัดฟ้าหลั่งเป็นสร้อยประคำดินเผา

อ้าวววววววววว.....

ถามถึงตะกรุด ทำไมแนะนำประคำ????
สงสัยไหม?????

คำตอบก็คือว่า...

หลวงปู่เคยบอกว่า ตะกรุดกับประคำของท่าน "เสกเหมือนกัน"
คำพูดนี้ได้ยินกันหลายคน ...
ตอนนั้นเป็นช่วงปี 45 ตอนที่เสกสร้อยประคำพร้อมเหรียญรุ่นลายเซนต์นี่แหละ
krit99 ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ช่วยผู้ดูแล
UID: 2
สำคัญ: 1
โพส: 176
เงิน: 176 บาท
ความดี: 94 แต้ม
เครดิต: 3 แต้ม
จิตพิสัย: 0 แต้ม
บริจาค: 0 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 49 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2006-12-15
ใช้งานล่าสุด: 2010-06-18


ดอกนี้เป็นตะกรุดโทนค้าขาย
ชื่อบอกชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นเมตตา มหานิยม ใช้ทางค้าขาย



ดอกนี้เป็นตะกรุดจำปาสี่ต้น..
พระครูป๋า เป็นคนทำ ตามตำราเดิมของสำนักวัดทุ่งปุย
ใช้ด้านเมตตาเช่นกัน

นอกจากตะกรุดโทน ตะกรุดเดี่ยวๆ แล้ว
โดยส่วนตัวผมชอบตะกรุดที่มากับสร้อยประคำ
มันเหมือนได้พลังหลายๆ อย่าง พร้อมกัน
อยากเส้นนี้เป็นสร้อยประคำแร่ (เหล็กไหล) เม็ดเล็กๆ
พร้อมตะกรุด "ก๋าสะท้อน" 6 ดอก เป็นตะกรุดเงินทั้งหมด
ผมใช้อยู่นานเหมือนกัน... จนเหรียญที่แขวนอยู่สึกไป
ผมหาเรหียญใหม่มาเปลี่ยนแล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้
เพราะถ้าเหรียญสึกแล้วเสียดาย




อีกอย่างลูกปัดสีทอง เริ่มสีลอก... เสียดาย เลยไม่กล้าใส่



เป็นตะกรุดเงิน จารมือทั้งหมด
พันใส่หลอดแล้วเล็กๆ ไม่ใหญ่เทอะทะ
ชอบตรงนี้แหละ

ได้ยินมาว่าเป็นสร้อยประคำที่มีประสบการณ์แล้วด้วย...
แต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
เดี๋ยวไปสัมภาษณ์เจ้าของเรื่องแล้วจะเอามาเล่าสู่กันฟังครับ

สร้อย - ตะกรุด ของหลวงปู่ยังมีอีกเยอะมากครับ
ค่อยๆ เล่า ค่อยๆ ลงภาพกันไป
พี่ๆ น้องๆ ท่านใดมีรูปภาพหรือข้อมูลก็เอามาแชร์กันได้นะครับ...

ธีระยุทธ
krit99 ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ช่วยผู้ดูแล
UID: 2
สำคัญ: 1
โพส: 176
เงิน: 176 บาท
ความดี: 94 แต้ม
เครดิต: 3 แต้ม
จิตพิสัย: 0 แต้ม
บริจาค: 0 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 49 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2006-12-15
ใช้งานล่าสุด: 2010-06-18
หลวงปู่ลงตะกรุด อักขระไม่เยอะหรอก

หลวงปู่เคยพูดเมื่อก่อน ผมจำข้อความเป๊ะๆ ไม่ได้

แต่ประมาณว่า วัตถุมงคลของท่านสำเร็จด้วยจิต หรือใช้จิตเป็นเครื่องเสก
บทคาถาต่างๆ เป็นเครื่องบริกรรมให้จิตเป็นสมาธิ... คำพูดประมาณนี้

เวลาตั้งชื่อตะกรุด ท่านพิณจะเป็นคนตั้ง ตั้งเพื่อให้จำง่ายเท่านั้น
ที่พูดนี่หมายถึงตะกรุดโทน ตะกรุดเมตตาโดยทั่วไปนะครับ..

แต่ตะกรุดที่ระบุจำเพาะเจาะจงก็มี
ส่วนใหญ่เป็นตำราของทางเหนือ...

3-4 ภาพที่โพสไปก่อนหน้านี้ เป้นตะกรุดยุคแรกที่หลวงปู่จารเอง
ตอนนั้นท่านยังแข็งแรง และพอมีเวลาทำตะกรุดด้วยตัวท่านเอง
แต่มาตอนหลัง ท่านไม่ค่อยมีแรงแล้ว ลงตะกรุดเองไม่ไหว
ท่านก็จะให้ลุกศิษย์ท่านลงให้
ผ้ายันต์ก็เหมือนกัน ลูกศิษย์ท่านลงให้แล้วท่านเสก

ส่วนใหญ่เป็นตะกรุดจารมือ...
มีเพียงรุ่นเดียวที่เป้ฯตะกรุดปั๊ม คือตะกรุดโทน 108
ช่วงปี 40-42 มีคนมาบูชาตะกรุด (เขียนมือ) หลวงปู่กันมาก
จนทางวัดทำไม่ทัน... ท่านพิณ เลยไปทำบล็อคปั๊มตะกรุดโทนขึ้นมา

หน้าตาเป็นอย่างนี้ครับ...
เป็นตะกรุดโทนห้อยคอ... ผมเอาสายพันตัวตะกรุดไว้



ถ้าลองดูใกล้ๆ จะเห็นได้ชัดเลยว่าเป็นตะกรุดปั๊ม
อ้อ... ตะกรุดนี้จะเว้นอักขระไว้ตัวหนึ่ง
เพื่อให้มาจารเพิ่มทีหลัง...



หลวงปู่จารตะกรุดอะไรบ้าง...
ปกติที่เห็นก็เป็นยันต์ครูของท่าน

"อะกะจะยัททะปะทัสสะ" บทนี้มักจะเห็นในตะกรุดด้านแคล้วคลาด

ถ้าเป็นเมตตาก็เป็นคาถาท้าวเวสสุวรรณ

"โอมอะขะโข เวสสุวัณโณมหาราชา สุวัณณะเมตตานัง ภุมมานัง อาคัจเจยยะ" บทนี้เห็นบ่อยทางด้านเมตตา

ถ้าเป็นตะกรุดก๋าสะท้อน... ก็ลงคาถาก๋าสะท้อน
ถ้าเป็นตะกรุดตาลหิน... ก็ลงคาถาตาลหิ้น หรือฟ้าฟีก ว่า.. รัตตะนังปุระโตอาสิ
ถ้าเป็นตะกรุด 108 ก็ลงอักขระในตาราง 108 ช่อง
ถ้าเป็นตะกรุดจำปาสี่ต้น ก็มีคาถาเฉพาะ
ตะกรุดเด็กเล็กนี่จะเป็นคาถา "กันผี กันพราย"

ถ้าเป็นตะกรุดค้าขาย (ยุคหลัง) ก็จะมีคาถาจั๊กกิ้ม (จิ้งจก) บ้าง
นกคุ้มบ้าง... แล้วแต่ว่าผู้จาร ผู้ลงอักขระ จะคิดทำอะไร
แล้วหลวงปู่ท่านก็เสก

มีตะกรุดคาดเอว หัวใจ 108 ด้วย
แบบที่เป็นแผง...

มาดูรูปต่อ



อันนี้เป็นตะกรุดเด็กเล็ก...
กันเด็กร้องให้งอแงยามค่ำคืน
ซึ่งทางเหนือเชื่อว่า "พ่อเกิดแม่เกิด" เบื้องบน ยังคิดถึง
อยากจะ เอาเด็กกลับไป (เด็กตาย)
บางครั้งพ่อเกิดแม่เกิด ผีล้อ ผีพราย จะมากวนเด็ก
ก็เอาตะกรุดนี้ไว้กั้งไว้กัน..



ตะกรุดโทนแคล้วคลาด ชุดนี้ออกที่วัดทุ่งปุย
พ่อหนานจันทร์ ไจยสิทธิ์เป็นคนจารถวาย...
บางดอกจะแขวนเหรียญรุ่นลายเซนต์ บางดอกแขวนเหรียญกลมเล็ก
บางดอกก็ไม่มีเหรียญ...
krit99 ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ช่วยผู้ดูแล
UID: 2
สำคัญ: 1
โพส: 176
เงิน: 176 บาท
ความดี: 94 แต้ม
เครดิต: 3 แต้ม
จิตพิสัย: 0 แต้ม
บริจาค: 0 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 49 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2006-12-15
ใช้งานล่าสุด: 2010-06-18
ที่ล่าช้า เพราะอยากมีรูปประกอบด้วย
ซึ่งกว่าจะได้ฤกษ์ถ่ายรูปตะกรุดของหลวงปู่เพื่อเตรียมนำมา “เล่าสู่กันฟัง” ก็กินเวลาหลายวัน
ตอนแรกผมว่าจะเขียนใหม่...
แต่พอไปค้นๆ ดูบทความเก่าๆ ที่เคยเขียนไว้... อืม... ข้อมูลก็สมบูรณ์ดีอยู่แล้ว
เอามาโพสเลยดีกว่า...
แล้วถ้ามีอะไรเพิ่ม ค่อยเขียนเติมลงไป...
ตามนี้ครับ
=============================

ผมได้มีโอกาสเข้าไปกราบหลวงปู่ครูบาอินครั้งแรกเมื่อเกือบจะยี่สิบปีก่อน
สมัยนั้นผมยังเป็นนักเรียนมัธยมโรงเรียนสันป่าตองวิทยาคม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดฟ้าหลั่งของหลวงปู่เท่าไหร่

สาเหตุก็เพราะว่าเพื่อนผมคนหนึ่ง เป็นคนบ้านสันหิน บ้านอยู่เยื้องๆ กับประตูหน้าวัดฟ้าหลั่ง และคุณตาของเพื่อนผม คือพ่ออุ้ยจันทร์ ปัญญาไว ท่านเป็นหนึ่งในคณะชาวบ้านสันหินที่ไปนิมนต์หลวงปู่มาสร้างโรงเรียนวัดฟ้าหลั่งเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ผมกับเพื่อนคนนี้ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่ง แม่ของเพื่อนก็ชวนผมไปทำบุญที่วัด ก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปกราบหลวงปู่ ซึ่งตอนนั้นท่านก็มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งที่เป็นชาวบ้านในละแวกนั้น และก็ยังมีทหารจากกองบิน ๔๑ และกลุ่มครูบาอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ด้วยความเป็นเด็กและในตอนนั้นก็ยังไม่ได้สนใจในเรื่องกิตติคุณ วิทยาคมและวัตถุมงคลสักเท่าไหร่ ไปกราบท่านก็เหมือนไปวัดตามปกติ ได้กราบครูบาอาจารย์อาวุโส แต่ท่านมีเมตตากับเด็กๆ อย่างพวกเรามาก ท่านเรียกผมเข้าไปลงกระหม่อมด้วยน้ำมันมนต์ ท่านที่เคยไปกราบหลวงปู่ก็คงจะเคยเห็นขวดน้ำมันมนต์ แป้งเจิมและขันน้ำมนต์ที่ตั้งอยู่ข้างกายท่านเสมอ พร้อมที่จะเมตตาลงกระหม่อมประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้กับคนที่ไปกราบไหว้

เมื่อได้รับเมตตาจากหลวงปู่ก็เกิดความรู้สึกปีติยินดี อยากไปกราบไปเยี่ยมอยู่บ่อยๆ เพราะไปแต่ละครั้งท่านก็จะแจกวัตถุมงคลให้เสมอ เป็นเหรียญบ้าง เป็นพระผงบ้าง แล้วแต่ว่าในตอนนั้นทางวัดจัดเตรียมอะไรไว้ให้หลวงปู่

จากจุดนั้นผมก็เริ่มสนใจ เรียกว่าติดตามประวัติและเรื่องราวประสบการณ์ที่มีลูกศิษย์ลูกหามาเล่าสู่กันฟัง แต่นู่นครับที่อยู่ประจำของผมคือ กุฏิด้านหลังกุฏิของหลวงปู่ ท่านพิณ ซึ่งที่ตรงนั้นจะมีท่านพิณ (พระอาจารย์ไพบูลย์ อินฺทปัญโญ พระเลขาของหลวงปู่ในขณะนั้น เป็นผู้ดูแล) และก็มีพระเณรอยู่กันเยอะ คอยดูแลคนที่มาบูชาวัตถุมงคล และถ้าวันไหนโอกาสดีก็จะได้เห็นพระเณรในวัดช่วยกันทำวัตถุมงคลอยู่ด้านหลัง เพื่อรอฤกษ์งามยามดีให้หลวงปู่ปลุกเสก หรือยามว่างที่มีลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่แวะเวียนมาเช่าบูชาวัตถุมงคล ใครมีอะไรดี หายากก็จะควักออกมาอวดมาส่องกัน หรือใครมีประสบการณ์จากการใช้วัตถุมงคลก็จะเล่าสู่กันฟังที่นี่ เพราะถ้าไปเล่าต่อหน้าหลวงปู่ก็จะโดนเอ็ดเอา เพราะหลวงปู่ท่านไม่ชอบ

เรื่องการทดลองของของท่านก็เหมือนกัน ท่านรู้เป็นเจอดีแน่ มีอยู่ครั้งหนึ่งมีกลุ่มนายทหารประจำอยู่ที่ดอยอินทนนท์ (ขออภัยที่จำชื่อและสังกัดไม่ได้) ได้ลองเอาตะกรุดของหลวงปู่ท่านไปยิง ปรากฏว่าปืนยิงไม่ออกถึงสามแชะ แต่พอหันปากกระบอกปืนขึ้นฟ้า ก็ตูมเลย เมื่อเห็นอย่างนั้นก็เกิดศรัทธาพากันยกขบวนมาเช่าบูชาตะกรุดของหลวงปู่ที่กุฏิท่านพิณ แล้วก็ได้เล่าประสบการณ์การลองของในครั้งนั้นให้พวกเราฟัง ก็คุยกันแค่ในกลุ่ม เป็นไปไม่ได้เลยที่หลวงปู่ซึ่งอยู่กุฏิหน้าจะได้รู้ได้ยิน

เมื่อเลือกเช่าหาวัตถุมงคลกันเป็นที่พอใจแล้วก็รวบรวมใส่พานไปขอให้หลวงปู่อธิษฐานจิตให้อีกคำรบหนึ่งตามธรรมเนียม แต่พอก้าวขึ้นกุฏิยังไม่ทันได้นั่ง ท่านหันมาดุทันที “ต่อไปถ้าบ่เชื่อก็บ่ต้องเอาไป อย่าได้ลองของของเฮา เฮาบ่อชอบ” เล่นเอากลุ่มนายทหารและพวกเราที่เดินตามขึ้นไปเป็นพรวนหน้าเสียไปตามๆ กัน พอได้สติก็ก้มกราบหลวงปู่ขอขมาลาโทษกันยกใหญ่ ว่ามิได้มีเจตนาลบหลู่ เพียงแต่อยากขอชมบารมีเท่านั้น...

ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ครูบาอาจารย์ท่านจะไม่เห็นดีเห็นงามกับการทดลองอะไรแบบนี้ ยิงพระก็เหมือนยิงตัวแทนของท่าน ท่านรู้ว่าของท่านดีจริงแล้ว ท่านถึงได้นำออกมาแจกจ่าย ให้เช่าบูชา ก็จริงอย่างท่านว่า ถ้าไม่เชื่อก็ไม่ต้องเอาไปแขวนไปห้อยให้หนักคอ ผมเชื่อว่าพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จะปกปักรักษาคนที่เคารพศรัทธา ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแน่นอน... แต่พูดก็พูดเถอะครับ สำหรับเวไนยสัตว์ที่ยังกิเลศหนาอย่างเราๆ ท่านๆ โดยเฉพาะตัวผมเอง ได้ยินเรื่องราวการทดลองทดสอบแบบนี้ หรือได้ยินประสบการณ์อภินิหารวัตถุมงคลจากใครก็เป็นหูผึ่งทันที

=================

วัตถุมงคลในยุคแรกๆ ของหลวงปู่เป็นตะกรุด ผ้ายันต์ และพระเนื้อดินต่างๆ ก็คงจะเหมือนครูบาอาจารย์ที่อยู่บ้านป่าบ้านดอยรูปอื่นๆ การจะสร้างเหรียญ สร้างพระผงแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องมีเจ้าศรัทธา มีทุนรอนที่จะแกะแม่พิมพ์ ปั๊มรูปปั๊มเหรียญ ลำพังแต่ศรัทธาชาวบ้านที่ทำนาทำไร่ คงไม่มีทุนรอนมาร่วมสร้างบุญสร้างกุศลได้มากมายนัก ก็ได้แต่อาศัยวัสดุหาง่ายใกล้ตัว อย่างผ้าจีวร ผ้าขาว แผ่นทองเหลืองทองแดง ที่พอหาได้ไม่ยาก มาสร้างเป็นวัตถุมงคลแจกจ่ายแก่ผู้ร่วมศรัทธาสร้างศาสนสถานร่วมกับทางวัด

ด้วยเหตุนี้ วัตถุมงคลยุคแรกจึงเป็นตะกรุด กับผ้ายันต์เสียเป็นส่วนใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่ากันว่า หลวงปู่ครูบาอินท่านสร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่ท่านยังจำพรรษาอยู่ที่วัดคันธาวาส (ทุ่งปุย) ตะกรุดของท่านได้รับการกล่าวขานว่าขลังนัก ถึงขนาดปืนยิงไม่ออกเลยทีเดียว อย่างเรื่องทหารลองยิงตะกรุดของท่านที่เคยได้เล่าสู่กันฟังไปแล้ว ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง

ย้อนกลับไปที่ประวัติของท่านสักเล็กน้อย ครูบาอินท่านมีประอุปัชฌาย์คือครูบามหายศ วัดทุ่งรวงทอง ซึ่งหลังจากอุปสมบทแล้ว ก็ได้ศึกษาวิชชา ทั้งกรรมฐานและพระเวทย์คาถาจากครูบามหายศอยู่ระยะหนึ่ง และได้กลับมาบำเพ็ญเพียรศึกษาด้วยตนเองต่อที่วัดทุ่งปุย

ต่อมาเมื่อสิ้นพระอธิการยศ ครูบาติ๊บ หรือตุ๊ลุงติ๊บ ซึ่งเป็นหลานของท่านครูบามหายศได้ครองวัดทุ่งรวงทองต่อ ในระหว่างนั้นครูบาอินได้รับอาราธนานิมนต์มาสร้างวัดฟ้าหลั่งแล้ว

ครูบาติ๊บได้มาปวารณาตัวขอเป็นลูกศิษย์ต่อวิชากับครูบาอิน นับว่าเป็นการสืบทอดสรรพวิชชาของท่านครูบามหายศต่อมาถึงครูบาติ๊บนั่นเอง หนึ่งในวิชาที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอิน ก็คือวิชาการสร้างตะกรุดโทน ครูบาติ๊บท่านเป็นพระที่บู๊โผงผาง แต่ท่านก็เป็นครูบาอาจารย์ที่มีเมตตาต่อสัตว์เลี้ยงในวัด ไม่ว่าจะเป็นหมา แมว ท่านจะดูแลให้ข้าวให้น้ำเป็นประจำ มีหมาอยู่ตัวหนึ่งเข้าใจว่าคงจะเกเรพอสมควร ชอบไปรื้อข้าวของของชาวบ้านในละแวกวัด จนชาวบ้านโดยเฉพาะพวกหนุ่มๆ ขี้เมาต่างก็ประเคนมือประเคนเท้าให้กับมันบ่อยๆ หนักข้อเข้าถึงเลือดตกยางออกก็มี

ครูบาติ๊บท่านคงจะสงสารหมาแมวของท่าน ครั้นจะเรียกมาอบรมสั่งสอนเหมือนคน ก็ยากที่จะสื่อสารให้เข้าใจกันได้ อย่าว่าแต่หมาที่เป็นสัตว์เดรัจฉานเลย แม้แต่คนเดินดินกินข้าวบางครั้งยังสั่งยังสอนอะไรไม่ได้ความเลย ครูบาติ๊บท่านก็ได้แต่ดูแลเยียวยายามที่มันเจ็บตัวกลับมา จนมีอยู่วันหนึ่งท่านคงไม่อยากให้ชาวบ้านทำร้ายมันจนเป็นเวรเป็นกรรมติดตัว ท่านก็เลยทำตะกรุดดอกเล็กๆ ผูกคอมันไว้ เผื่อมันไปเกเรรื้อข้าวของชาวบ้านจนถูกเขาเอาไม้ไล่ตี ก็จะได้ไม่ถึงกับเลือดตกยางออกให้ต้องลำบากรักษา

หมามันก็ยังเป็นหมาอยู่วันยังค่ำ สำนึกผิดชอบชั่วดีเหมือมนุษย์ก็คงไม่มี เลยเข้าอีหรอบเดิม ไปคุ้ยข้าวของชาวบ้านกระจุยกระจายอีก แต่ครั้งนี้โชคร้ายหน่อยที่ไปเกิดเหตุการณ์ต่อหน้านายตำรวจคนหนึ่งที่เป็นชาวบ้านอาศัยอยู่แถวๆ นั้น ด้วยความโกรธตำรวจคนนั้นเลยชักปืนออกยิง แต่ยิงเท่าไหร่ก็ยิงไม่ออก ก็เลยสงสัยช่วยกันตะครุบจับตัวเจ้าจอมยุ่งไว้ได้ ก็เลยได้เห็นตะกรุดดอกเล็กที่ท่านครูบาติ๊บทำห้อยคอหมาของท่านไว้

พอเรื่องนี้กระจายออกไป ก็มีคนมาเฝ้าขอตะกรุดจากท่านอยู่เรื่อยๆ ซึ่งท่านก็เมตตาทำให้ตามจิตศรัทธา...

นี่ก็เป็นเกร็ดประวัติอีกเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านแถบนั้นได้รู้เห็นกันอย่างดี กล่าวกันว่า นี่ขนาดลูกศิษย์ท่านทำตะกรุดยังขลังได้ถึงขนาดนี้ แล้วตะกรุดของหลวงปู่ครูบาอินซึ่งมีจริตที่สงบนิ่ง และสำเร็จในสรรพวิชามากมาย ของของท่านจะขลังและเหนียวขนาดไหน

ผู้ที่ได้รับตะกรุดและผ้ายันต์ของหลวงปู่ ส่วนมากก็จะเป็นชาวบ้านทุ่งปุย บ้านสันหิน ฟ้าหลั่ง และคนในละแวกนั้น ใครมีต่างก็หวงแหน แค่จะควักออกมาให้ชมก็ยากแล้ว ผมเองเคยเห็นครั้งสองครั้งเมื่อตอนยังเด็ก ที่มีชาวบ้านเขาห้อยจนเปื่อยจวนเจียนจะขาดอยู่รอมร่อ เคยเอามาอวดมาชมกันที่กุฏิของท่านพิณเมื่อหลายปีก่อน น่าเสียดายที่ตอนนั้นยังไม่มีกล้องดิจิตอลที่จะควักออกมาถ่ายรูปเก็บไว้ แม้ไม่มีวาสนาได้เป็นเจ้าของ แต่ได้เห็นได้ถ่ายรูปเก็บไว้ ก็นับว่าเป็นบุญวาสนาของเราแล้ว

ถ้าจะนับรุ่นวัตถุมงคลกันจริงๆ แล้ว "ผ้าสันต์สิวลี ปี ๑๙" น่าจะนับเป็น "ผ้ายันต์รุ่นแรก" ของหลวงปู่ แต่เป็นผ้ายันต์ที่มีการพิมพ์ขึ้นเป็นจำนวนมาก ต่างจากผ้ายันต์ยุคแรกๆ ที่เป็นผ้ายันต์ที่เขียนด้วยมือ ท่านสร้างมาตั้งแต่ยุคที่ประเทศชาติเผชิญสงครามในอดีตนู่นแล้ว โดยที่หลวงปู่ท่านเขียนอักขระเลขยันต์เองบ้าง หรือพระเณรที่วัดเขียนบ้าง ถึงวันดียามดี ก็ขอบารมีท่านเมตตาปลุกเสก จนเป็นที่พอใจแล้วก็แจกจ่ายกันไปในหมู่ลูกศิษย์ลูกหาใกล้ชิด ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านในแถบนั้น และก็มีบ้างที่กระจายไปถึงเหล่าทหารอากาศที่แวะเวียนมากราบนมัสการหลวงปู่ครูบาอินอยู่เป็นประจำ

ผ้ายันต์เหล่านี้ผมเองไม่เคยเห็น... ได้ยินแต่คำบอกเล่าของชาวบ้านเท่านั้น ว่ากันว่า... กันผีสางได้ชะงัดนัก

ที่วัดฟ้าหลั่งเองมีต้นมะม่วงโบราณอยู่ต้นหนึ่ง ที่ว่าเป็นต้นมะม่วงโบราณก็เพราะมันมีลำต้นสูงใหญ่มาก มีรังผึ้งรังมดแดงอยู่เต็มไปหมด ในสมัยก่อนที่วัดฟ้าหลั่งยังเป็นวัดร้าง เชื่อกันว่าที่ต้นมะม่วงต้นนี้ มีผีสางนางไม้สถิตอยู่ ใครที่ทำไม่ถูกไม่ควรเป็นต้องเจอดีทุกรายไป วันดีคืนดีก็จะมีชาวบ้านนำเอาข้าวปลาอาหาร ของคาวของหวานมาเลี้ยงผี ขอขมาหากได้ล่วงเกินโดยตั้งใจก็ดีหรือโดยไม่ตั้งใจก็ดี มีให้เห็นอยู่เป็นประจำ ท่านชา (พระอธิการปรีชา เปสโล เจ้าอาวาสวัดฟ้าหลั่งรูปปัจจุบัน) เล่าว่า กระดูกไก่ กระดูกหมูที่หลงเหลือจากการเลี้ยงผีกองกันเกลื่อน แต่พอหลวงปู่ครูบาอินรับอาราธนานิมนต์มาสร้างวัดฟ้าหลั่ง พิธีกรรมเหล่านี้ก็ค่อยๆ หายไป ชาวบ้านศรัทธาบูชาพระมากขึ้น ประกอบกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ระบบความเชื่อเรื่องผีสางเป็นต้นเหตุของอาการเจ็บไข้ได้ป่วยค่อยๆ ลดลงจนเลือนหายไปในที่สุด

แต่สำหรับชาวบ้านในแถบนั้น เชื่อกันว่า ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะบุญญาอภินิหารในองค์หลวงปู่ครูบาอิน ที่ได้ปลดปล่อยวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นมะม่วงในวัดร้างฟ้าหลั่งนั้น ให้ไปสู่สุขคติ ไม่เป็นเหตุให้เกิดอาเพศเจ็บไข้ได้ป่วยในหมู่ชาวบ้านอีกต่อไป ปัจจุบันจึงเป็นต้นมะม่วงโบราณที่ออกลูกออกผล ให้พระเณรได้เก็บกินกันตามฤดูกาล ไม่หลงเหลือความน่าสะพรึงกลัวเช่นในอดีตอีกต่อไป
ส่วนพระเนื้อดินรุ่นเก่าๆ ของหลวงปู่ ผมเองยังไม่มีวาสนาได้เห็นเลย เคยได้ยินแต่คำบอกเล่าจากพระเณรในวัดว่า หลวงปู่จะเอาดินจอมปลวกที่ด้านหลังวัด มานวดมาตำกดพิมพ์เป็นพระรอดบ้าง พระคงบ้าง ซึ่งครูบาอาจารย์ทางเหนือนิยมทำกัน พูดได้ว่าเกือบทุกวัด หากมีงานบุญงานกุศลและมีการแจกวัตถุมงคล ก็จะมีพระรอดพระคง เนื้อดินเผาแจกอยู่เป็นประจำ ซึ่งส่วนมากก็ทำกันเองที่วัด ทำเสร็จก็ให้ตุ๊ปู่ครูบาเจ้าวัดปลุกเสก เป็นอันเสร็จพิธี ไม่ต้องไปซื้อหาให้เปลืองเงินวัด

ด้วยเหตุนี้ พระรอดพระคง หรือแม้แต่พระเนื้อดินต่างๆ ยุคก่อนจึงมีลักษณะคล้ายกัน ยากที่จะแยกแยะได้ว่าได้มาจากวัดไหน ถ้าไม่มีถุงพลาสติกใส่มา หรือไม่ได้ปั๊มชื่อวัดติดหลังองค์พระ ได้มาก็เก็บๆ ไว้รวมกัน วัดเหนือวัดใต้ นานๆ ไปก็บอกไม่ได้แล้วว่าองค์ไหนเป็นของใคร นอกจากคนที่ได้เอาไปเลี่ยมขึ้นคอ หรือทำถุงใส่ติดเข็มกลัดติดเสื้อ ก็ยากที่จะบอกที่มาของพระแต่ละองค์ได้

ตรงนี้คงต้องขอฝากไปยังศรัทธาชาวบ้านวัดทุ่งปุย วัดฟ้าหลั่ง ใครที่มีวาสนาได้รับแจกพระรอดพระคง เนื้อดินเผาจากหลวงปู่เมื่อสามสิบสี่สิบปีก่อน น่าจะเอาออกมาแบ่งปันกันชมให้เป็นวิทยาทานแก่ลูกๆ หลานๆ ที่เกิดไม่ทันอย่างพวกเราก็คงจะดีไม่น้อย

[ แก้ไขล่าสุดโดย krit99 เมื่อ 15-01-2010 13:55 ]
krit99 ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ช่วยผู้ดูแล
UID: 2
สำคัญ: 1
โพส: 176
เงิน: 176 บาท
ความดี: 94 แต้ม
เครดิต: 3 แต้ม
จิตพิสัย: 0 แต้ม
บริจาค: 0 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 49 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2006-12-15
ใช้งานล่าสุด: 2010-06-18
ตะกรุดที่โพสรูปข้างบน เป็นตะกรุดยุคแรกๆ ของหลวงปู่ครับ
ทั้งหมดเป็นตะกรุดจารมือ ที่หลวงปู่เป็นผู้ลงอักขระเอง

ตะกรุดยุคหลังเกือบทั้งหมด หลวงปู่ไม่ได้ลงตะกรุดเอง
แต่จะให้พ่อหนานจันทร์ ไจยสิทธิ์ หลานของท่านเป็นผู้จาร
บางครั้งก็ให้พระครูป๋า (พระอาจารย์พรชัย) วัดทุ่งปุย ท่านพิณ (พระอาจารย์ไพบูลย์) อดีตพระเลขาของหลวงปู่เป็นผู้ลงอักขระ แล้วท่านมาเสกอีกที

ตะกรุดของท่านมีหลากหลายชนิดมาก
ทั้งแคล้วคลาด และเมตตามหานิยม ค้าขาย

นี่ถ้าไม่ได้รับกับมือ (บางชิ้นได้รับจากพระอาจารย์ปรีชา)
คงจะดูไม่ออกว่าเป็นของหลวงปู่จริงหรือเปล่า
แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตุได้คือ ตะกรุดยุคแรก จะใช้ด้ายแบบโบราณ
ไม่ใช่ด้ายที่เป็นยางสังเคราะห์เหมือนปัจจุบัน

รายละเอียดก็ตามที่พิมพ์แจ้งไว้บนรูปนะครับ
จำนวนสร้างเท่าไหร่ไม่รู้... ไม่มีใครจดบันทึกไว้
เท่าที่เห็น ท่านก็สร้างไปเรื่อยๆ หมดก็ทำอีก
อยากทำตะกรุดอะไรที่คิดว่าแจกไปแล้วคนเอาไปใช้ ท่านก็ทำ
ไม่ได้กำหนดรุ่น กำหนดแบบตายตัว

ตะกรุดยุคแรกพวกนี้แหละครับ ที่มีประสบการณ์
ทหารที่อินทนนท์ เอาไปลองยิง แล้วยิงไม่ออก
ประทับใจ เลยรีบกลับมาบูชาเพิ่ม...
กลับโดนหลวงปู่ดุให้ว่า
"“ต่อไปถ้าบ่เชื่อก็บ่ต้องเอาไป อย่าได้ลองของของเฮา เฮาบ่อชอบ”
จ๋อยกันทั้งคณะ...
ที่น่าแปลกคือ...
หลวงปู่รู้ได้ยังไงว่ามีคนเอาตะกรุดท่านไปลอง
ทั้งๆ ที่ไม่มีใครเล่าให้ท่านฟังสักคน (เพราะกลัวท่านดุนี่แหละ)

ตะกรุดชุดนี้ เป็นตะกรุดเก็บบูชาไว้ที่บ้าน
ไม่กล้าเอาออกมาใช้เท่าไหร่ เพราะกลัวจะพัง
ด้ายเริ่มเปื่อย และแผ่นทองแดงก็เก่าได้ที่กำลังดูขลังเลยครับ

ธีระยุทธ
[ แก้ไขล่าสุดโดย krit99 เมื่อ 15-01-2010 13:53 ]
krit99 ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ช่วยผู้ดูแล
UID: 2
สำคัญ: 1
โพส: 176
เงิน: 176 บาท
ความดี: 94 แต้ม
เครดิต: 3 แต้ม
จิตพิสัย: 0 แต้ม
บริจาค: 0 แต้ม
ออนไลน์ล่าสุด: 49 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2006-12-15
ใช้งานล่าสุด: 2010-06-18
ตะกรุดยุคแรกๆ ของหลวงปู่ครับ
ทั้งหมดเป็นตะกรุดจารมือ ที่หลวงปู่เป็นผู้ลงอักขระเอง


]
 

 


]
 

 

รายละเอียด
กล่องตอบกลับด่วน

กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้
กด "Ctrl+Enter" เพื่อตั้งกระทู้ได้
ถอยกลับ ถัดไป