ที่ผมอยากจะเล่าเพิ่มเติม... ก็คือส่วนของพระคาถาที่อยู่ด้านหลังเหรียญรุ่นนี้
ลักษณะยันต์จะเป็นเหมือนรูปสี่เหลี่ยมซ้อนกันกันอยู่ 2 รูป
คือสี่เหลี่ยมใหญ่ ที่มีสี่เหลี่ยมเล็กอยู่ข้างใน ทำให้เกิดช่องทั้งสี่มุม
คาถาที่อยู่ในสี่มุมนอกนั้น ก็คือ "ทุ สะ นะ โส" หรือที่เรียกกันว่า คาถา "หัวใจเปรต"
ส่วนในสี่เหลี่ยมเป็นคาถาอ่านได้ว่า "นะ โม พุท ธา" และ "ยะ" อยู่ตรงกลาง
ซึ่งก็คือพระนามของพระเจ้าห้าพระองค์ ที่ถือกันว่าเป็นสุดยอดอักขระคาถา
คงไม่ต้องเล่าอะไรมากแล้ว แต่ที่อยากจะพูดถึงก็คือคาถาหัวใจเปรต
สำหรับคาถาหลายๆ บท ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ หรือบทเต็ม มักมีเรื่องเล่าที่มาพร้อมกับคาถาบทนั้นๆ
อย่างพระเจ้า 5พระองค์ ก็มีเรื่องพญากาเผือก...
นาสังสิโม... คาถาเต่าเรือน ก็มีเรื่องเล่าสมัยพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นพญาเต่า
หรือแม้แต่ บทนกยูงทอง ที่ พระสายกรรมฐานใช้เป็นคาถาหลัก
"นะโมวิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา" .... ก็มีเรื่องเล่าเมื่อครั้งพระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นนกยูงทอง
สำหรับ "ทุสะนะโส" ก็มีเรื่องเล่าที่สนุกมากเรื่องหนึ่ง
ลองอ่านกันดูนะครับ
คาถาเปรต หรือสัตว์นรก ทุ สะ นะ โส
สมัยที่องค์สมเด็จพระมิ่งมงกุฏกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังทรงประกาศสัจธรรมเผยแผ่พระบวรพุทธศาสนาอยู่ในโลกนั้น คราวหนึ่งพระองค์พร้อมด้วยพระสงค์สาวกอรหันต์ขีณาสพประมาณ ๒๐,๐๐๐ องค์ ได้เสด็จมาถึงพระนครพาราณสี ชาวเมืองทั้งหลายครั้นได้เห็นสมเด็จพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐมากมายเช่นนั้น ต่างก็พากันตื่นเต่นดีใจด้วยความเลื่อมใสเป็นอันมาก ชักชวนกันบริจากทรัพย์ถวายอาคันตุกทานเป็นการใหญ่ ปราชาชนทั้งหลาย ๒ คนบ้าง ๓ คนบ้าง หลายคนบ้าง ได้สามัคคีร่วมใจกันเป็นเจ้าภาพจัดอาหารบิณฑบาตถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทะเจ้าทรงเป็นประธาน นับเป็นเวลานานหลายวัน
ครั้งนั้นยังมีลูกเศรษฐี ๔ คน ซึ่งพ่อแม่ของตนต่างก็มีทรัพย์มากมายถึงคนละ ๔๐ โกฏ ลูกชายของเศรษฐีทั้ง ๔ นั้นกำลังรุ่นดรุณวัยเป็นสหายรักกันมาก เมื่อเห็นคนทั้งหลายพากันบริจาคทาน ถวายอาหารเลี้ยงพระสงฆ์เป็นการใหญ่เช่นนั้น แทนที่จะเกิดความเลื่อมใสร่วมใจกันทำบุญทำทานกับเขา กลับมีใจดูหมิ่นดูเบา โดยคิดเห็นไปว่าคนทั้งหลายเป็นคนโง่เขลา เพราะบ้าศรัทธา “ทำไปทำไมกันเว้ย.... บุญทาน ทำแล้วก็ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไร มีแต่สิ้นเปลืองทรัพย์สมบัติไปเปล่าๆ การบูชาพระพุทธเจ้าและการรักษาศีลก็เหมือนกัน จะทำไปทำไม? คิดไปเท่าไหร่ๆ ก็มองไม่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ เสียเวลาเปล่าๆ” นี่คือมติร่วมกันเอกฉันท์ของเขาทั้ง ๔ ในขณะที่เขาร่วมประชุมกันในวันหนึ่ง
“แล้ว เราจักทำอย่างไรดีเล่า พ่อแม่ของเราท่านได้สร้างทรัพย์สมบัติไว้ให้เรามากมาย ลำพังจะกินจะใช้อีกกี่สิบชาติก็คงจะไม่หมดไปง่ายๆ พวกเราจะจัดการกับทรัพย์สมบัติเหล่านั้นอย่างไรดี?" คนหนึ่งถามขึ้น
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พวกเราพากันไปหาซื้อสุราอย่างดีที่สุด เอามาดื่ม โดยมีเนื้อที่มีรสที่ดีที่สุดเป็นกับแกล้มเป็นประจำ อย่างนี้เข้าใจว่าจะทำให้ชีวิตพวกเรามีรสชาติขึ้น เพื่อนเห็นด้วยกันเราหรือไม่?” บุตรเศรษฐีผู้หนึ่งเสนอขึ้น
“ดีเหมือนกันเพื่อน แต่เราขอเสนอเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่ง คือว่านอกจากพวกเราจะดื่มสุราที่มีรสดีที่สุดเท่าที่ จักหาได้ในเมืองนี้แล้ว เราควรหาข้าวปลาอาหารรสเลิศต่างๆ มาบริโภคเป็นประจำตลอดไปเห็นจะเป็นการดี” คนหนึ่งเสนอต่อไป
“เพื่อนเราลืมนึกถึงสิ่งสำคัญไปอย่างหนึ่ง กินเหล้าเมายาบริโภคอาหารดีๆ หากว่าขาดนารีสวยๆ มันจะไปเป็นท่าอะไร ฉะนั้นเราจักใช้ทรัพย์อันมากมายมหาศาลเป็นเครื่องล่อ ก็อิสตรีทั้งหลายที่จะได้ชื่อว่าไม่ปรารถนาทรัพย์เป็นอันไม่มี เราประเล้าประโลมด้วยทรัพย์แล้ว คงจักได้ตัวหล่อนมาเป็นสมบัติของเราสมความปรารถนา ไม่ว่าหล่อนจักเป็นใครก็ตาม” ลูกชายเศรษฐีคนสุดท้ายกล่าวขึ้นตามวิสัยสันดานของตน
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ลูกชายเศรษฐีทั้ง ๔ ผู้ไร้ศีลธรรม ต่างก็ตั้งหน้าประกอบอกุศลธรรมทำความชั่ว เสพสุรายาเมาเป็นอาจิณ ผิดศีลข้อที่ ๕ นอกจากนั้นยังกล้าประพฤติปรทาริกกรรม คือเห็นสตรีงามทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นลูกเขาเมียใคร หากตนพอใจแล้ว เป็นต้องหาอุบายเอามาเป็นเครื่องบำเรอความสุขแห่งตน โดยใช้ทรัพย์มหาศาลเป็นเครื่องล่อ ซึ่งเป็นการประพฤติผิดศีลข้อ กาเมสุมิฉาจาร พวกเขาพากันเฝ้าล้างผลาญทรัพย์สมบัติที่บิดามารดาสั่งสมไว้ให้ไปในทางที่ชั่วช้าลามกอยู่อย่างนี้เป็นเนืองนิตย์
เมื่อเขาเหล่านั้นสิ้นชีวิตไปแล้ว กรรมชั่วทั้งหลายที่เขาได้พากันกระทำไว้นั้น ก็พลันกลับกลายเป็นชนกกรรม แล้วฉุดกระชากชักนำพวกเขาทั้ง ๔ ตรงดิ่งไปปฏิสนธิ ณ อเวจีมหานรกแดนนิรยภูมิ เกิดกายเป็นสัตว์นรกตัวใหญ่ ๔ ตน ทนทุกขเวทนาแสนสาหัสสุดที่จะประมาณ ต้องถูกไฟในอเวจีมหานรกอันแรงร้ายเผาไหม้กายตนอยู่ตลอดเวลาไม่ว่างเว่นเลยแม้แต่วินาทีเดียว สัตว์นรกเหล่านั้น ครั้นเสวยทุกขโทษถูกไฟมหานรกไหม้กาย ได้รับความแสบปวดร้อนอยู่นานตลอดเวลาพุทธันดรหนึ่งแล้วก็สิ้นกรรม จึงพากันจุติจากอเวจีมหารกนั้น แต่ว่าเศษกรรมชั่วที่ตัวทำไว้ยังไม่สิ้น
ดังนั้น เขาจึงพากันมาเกิดเป็นสัตว์นรก ณ โลหกุมภีนรกร้าย ซึ่งมีความกว้างใหญ่ ครั้นมะงุมมะหงาหราเวียนว่าย ณ พื้นภายในหม้อนรกเหล็กแดงโลหกุมภี สิ้นเวลานานนักหนาแล้ว ก็พยายามกระเสือกกระสนจะว่ายขึ้นมาเบื้องบนให้ได้ พวกเขาต้องใช้ความมานะพยายามเป็นอย่างมาก โดยหวังที่จะว่ายขึ้นมาให้ถึงปากหม้อโลหกุมภีนั้น ย่อมมีสภาพเหมือนกับข้าวสารที่เขาเอาใส่แล้วต้มเคี่ยวในหม้อน้ำซึ่งกำลังเดือดพล่าน มีอาการดำผุดดำว่ายโผล่ขึ้นมา แล้วก็จมลงไป และโผล่ขึ้นมาอีกแล้วก็จมลงไป เป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยไปเป็นนิตย์
ลูกชายเศรษฐีเจ้าราญทั้ง ๔ ในขณะนี้ ก็มีสภาพเหมือนกับเมล็ดข้าวสารที่กำลังถูกเคี่ยวอยู่ในหม้ออันเดือดพล่าน การที่เขาหวังจะโผล่ศีรษะขึ้นมาที่ปากหม้อจึงเป็นความหวังที่เลือนลางเต็มที แต่เขาก็หาหมดความพยายามไม่ อุตสาหะว่ายตะเกียกตะกายเรื่อยไปในที่สุด หลังจากที่ได้ใช้ความพยายาม อยู่เป็นเวลานานถึง ๖๐,๐๐๐ ปี ด้วยการนับปีมนุษย์โลกเรานี้แล้ว คราวหนึ่งเขาทั้ง ๔ ผู้ซึ่งเป็นชาวนรกโลหกุมภี ได้ผงกศีรษะขึ้นมาเจอหน้ากันอย่างพรั่งพร้อมที่ปากหม้อพอดี
ณ สถานที่นั้น ด้วยความอันอั้ดตันใจที่ตนได้เสวยทุกขโทษอย่างสาหัสมาเป็นเวลานานนักหนา ตั้งแต่คราที่อยู่ในอเวจีมหานรก แม้จนกระทั้งบัดนี้ มาเกิดอยู่ที่นรกโลหกุมภี ก็ยังไม่เคยได้รับความสุขสบายเลยแม้วินาทีเดียว สัตว์นรกตนหนึ่ง เมื่อลอยขึ้นสู่ปากหม้อน้ำร้อนมาประสบหน้าเพื่อนเข้าพร้อมหน้ากันดังนั้น ก็พลันดีใจ ใคร่จะระบายความทุกข์ความทรมานอันสุมอกมานานเหลือเกิน จึงมีความประสงค์ที่จะกล่าวว่า “ทุชชีวิตะชีวิมหา เยสันโน นะทะทามหะเส วิชชะมาเนสุ โภเคสุ ทีปัง นากัมหะ อัตตะโน" แปลความว่า “...น่าอนาถเป็นหนักหนา เพราะพวกเราไม่ได้ทำบุญกุศลเหมือนกับคนอื่นเขา เมื่อมีทรัพย์สมบัติอยู่ในอดีตกาลโน้น พวกเราก็หาได้คิดที่จะทำที่พึ่งให้แก่ตนไม่ หลงมัวทำแต่บาปกรรม จึงต้องมาได้รับความทุกข์ทรมานถึงปานนี้...” แต่เป็นที่น่าเศร้าใจไปกับสัตว์นรกตนนั้นยิ่งนัก เพราะว่าเขาไม่ทันที่จักกล่าวประโยคคำพูดดังที่ตนประสงค์ได้หมดประโยค เพราะเพียงแต่เอ่นคำว่า “ทุ....” ออกมาเท่านั้น ร่างกายของเขาก็พลันหายวับจมลงไปในหม้อเหล็กใหญ่ที่เดือดพล่านไปอีกตามเดิม
ในขณะเดียวกันนั้น สัตว์นรกบุตรเศรษฐีผู้มีกรรมตนที่ ๒ ก็มีความประสงค์จะระบายความอัดอั้นตันใจแก่เพื่อนทั้งหลายอยู่เหมือนกัน โดยมีความประสงค์จะกล่าวว่า “สัฏฐี วัสสะหัสสานิ ปะริปุณณานิ สัพพะโส นิระเย ปัจจะมานานัง กะทา อันโต ภะวิสสะติ” แปลความว่า “เพื่อนเอ๋ย ตั้งแต่เราดำผุดดำว่ายอยุ่ในหม้อนรกอันร้อนแรงนี้ ถ้าจะประมาณก็เป็นเวลานานถึง ๖๐,๐๐๐ ปีแล้วเมื่อไรเล่าจึงจักพ้นนรกนี้เสียที” แต่เขาไม่อาจที่จะกล่าวคำพูดดังที่ตนประสงค์ได้หมด เพียงเปล่งเสียงว่า “สะ....” ออกมาเท่านั้น ก็พลันหายวับจมลงไปในหม้อเหล็กใหญ่ที่เดือดพล่านต่อไปอีกตามเดิม
ด้วยอาการกลุ้มอกกลุ้มใจและ เหนื่อยหน่ายเป็นอย่างหนัก ตามวิถีกรรมของสัตว์นรกผู้ต้องทนทุกขเวทนามาเป็นเวลานาน สัตว์นรกตนที่ ๓ พอเห็นหน้าเพื่อนในเสี้ยวเวลาสั้นๆ ก็มีความประสงค์ใคร่จะระบายความในใจออกมาว่า “นัตถิ อันโต กุโต อันโต นะอันโต ปะฏิทิสสะติ ตะทาหิ ปะกะตัง ปาปัง มะมะ ตุยหัญจะ มาริสา” แปลความว่า “เมื่อไหร่หนอ จะพ้นโทษอันร้ายกาจนี้เสียที วันพ้นโทษอันร้ายแรงนี้ ไม่มีวี่แววว่าจักปรากฏขึ้นเลย ปาบกรรมความชั่วที่ตัวเราและท่านได้เคยกระทำไว้ในกาลก่อนได้ย้อนมาให้ผล อย่างสาสมแล้ว” แต่เขาไม่อาจที่จะกล่าวคำพูดดังที่ตนประสงค์ได้หมด เพียงเปล่งเสียงว่า “นะ....” ออกมาเท่านั้น ก็พลันหายวับจมลงไปในหม้อเหล็กใหญ่ที่เดือดพล่านต่อไปอีกตามเดิม
ด้วยใบหน้าอันเศร้าหมอง ตามลักษณาการแห่งสัตว์นรกผู้เพิ่งรู้สึกเสียใจในผลกรรมที่ตนไม่เคยทำความดีเอาไว้ สัตว์นรกตนที่ ๔ พอได้โผล่มาเจอหน้าเพื่อนในขณะนั้น ก็มีความประสงค์ที่จะรำพันออกมาว่า “โสหัง นูนะ อิโต คันตวา โยนิง ลัทธานะ มานุสิง วะทัญญู สีละสัมปันโน กาหามิ กุสะลัง พะหุง" แปลความว่า “เมื่อเราพ้นจากทุกขเวทนาในแดนนรกนี้ไป และได้ไปเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง เราจักไม่ทำกิจอย่างอื่นอีกเลย นอกจากจะตั้งหน้าบริจาคทานและรักษาศีลเป็นการใหญ่ เรานี้จักตั้งใจประกอบกองกุศลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” แต่เขาไม่อาจที่จะกล่าวคำพูดดังที่ตนประสงค์ได้หมด เพียงเปล่งเสียงว่า “โส....” ออกมาเท่านั้น ก็พลันหายวับจมลงไปในหม้อเหล็กใหญ่ที่เดือดพล่านต่อไปอีกตามเดิม เช่นเดียวกับเพื่อนทั้งสามตน ที่ต้องดำผุดดำว่ายทนทุกขเวทนาอยู่ในหม้อเหล็กใหญ่นั้น จนป่านนี้ก็ยังไม่พ้นโทษ
ถ้อยคำคร่ำครวญของสัตว์นรก ๔ ตนที่กล่าวครั้งนั้นรวมกันว่า “ทุ สะ นะ โส” นี้ เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางว่าเกจิอาจารย์บางท่านเรียกคำ ๔ คำนี้เป็นคาถา “หัวใจเปรต” แต่เหตุไฉนจึงกล่าวพลาดไพล่ไปว่าเป็นหัวใจเปรตก็สุดจะเดาได้ เพราะความจริงนั้นควรจะบัญญัติเป็นหัวใจสัตว์นรกจะถูกต้องกว่า ทั้งนี้ก็เพราะคำ ๔ คำนี้ เป็นคำที่ชาวนรกโลหกุมภีทั้ง ๔ กล่าวเอาไว้นั่นเอง
แต่ไม่ว่าจะเป็น”หัวใจเปรต” หรือ “หัวใจสัตว์นรก” ก็ตามที บทเรียนที่เราควรได้ศึกษาจากเรื่องนี้ ก็คือว่า ลูกชายเศรษฐีทั้ง ๔ แต่เดิมทีนั้นเป็นผู้มีทรัพย์สมบัติมาก แต่มีความประมาทและโง่เขล่า ทั้งๆ ที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสรู้ในโลกและเสด็จมาโปรดจนถึงบ้านเมืองของตน แทนที่เขาจะมีใจเลื่อมใส รีบขวนขวายประกอบการกุศลเช่นคนทั้งหลาย กลับมีจิตใจโหดหื่นคิดดูหมิ่นในบุญ ประกอบแต่อกุศลกรรมความชั่วช้าลามก ครั้นตายไป จึงต้องตกนรกอเวจีและโลหกุมภีนรก ด้วยอำนาจแห่งกรรมชั่วนั้น กลายเป็นชนกกรรมนำให้เขาไปเกิดเป็นสัตว์นรกได้รับความทุกข์ทรมาน เมื่อผ่านไปจึงได้รู้สำนึกตน แต่การที่พวกเขาเพิ่งมาสำนึกตนได้แต่พร่ำบ่นอยู่ในนรกนั้น มันเป็นการสายเสียแล้ว
การนำเอาหัวใจเปรตหรือหัวใจสัตว์นรกทั้งสี่คำมาผูกกันเข้าเป็นคาถา ก็เพื่อสั่งสอนให้สำนึกรู้ถึง ตัวอย่างของสัตว์นรกทั้งสี่ตนที่ได้ผจญกับทุกขเวทนาในนรกภูมิ ให้พวกเราทุกคนได้เตือนตนว่า เวลานี้เมื่อยามที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา ขอจงมีใจเลื่อมใสในพระโอวาทานุสสนี แล้วรีบเร่งประกอบคุณงามความดีอันเป็นบุญเป็นกุศลให้จงมากเถิด เพราะกุศลกรรมความดีที่เราทำไว้ในขณะนี้ จักเป็นเครื่องปิดกั้นชนกกรรมฝ่ายอกุศล เพราะถ้ามีใจชั่ว เกิดความมัวเมาประมาทพลาดพลั้งกระทำอกุศลกรรมอยู่เนืองๆ โดยไม่นึกถึงวันตาย อกุศลกรรมที่ทำไว้เสมอนั้น ก็พลันกลายเป็นชนกกรรม ชักนำไปปฏิสนธิในอบายภูมิ และบางทีอาจจะถึงกับต้องรำพันโอดครวญออกมาดังเช่นชาวโลหกุมภีนรก ๔ ตนนั้นก็เป็นได้ ด้วยประการฉะนี้